หน้าแรก
 
 
Main Menu
หน้าแรก
แผนการจัดการความรู้ 2554
การจัดการความรู้ 2554
แผนการจัดการความรู้ 2553
การจัดการความรู้ 2553
แผนการจัดการความรู้ 2552
การจัดการความรู้ 2552
ชุมชนนักปฏิบัติ CoP
ห้องแห่งการเรียนรู้2552
การจัดการความรู้ 2551(updated)
แผนการจัดการความรู้ 2551
กิจกรรมห้องแห่งการเรียนรู้ 2551
แผนการจัดการความรู้ 2550
แผนการจัดการความรู้ 2549
ลิงค์ความรู้ KM
บทความวิชาการ
เรื่องเล่าดีๆ
ห้องแห่งการเรียนรู้
ดูงาน-สัมมนา
กิจกรรมห้องแห่งการเรียนรู้ 2550
ผู้จุดประกายความรู้
ค้นหาข้อมูล
ติดต่อผู้ดูแลเว็บ
1.KM-2550 แนวทางเกี่ยวกับการตรวจสอบอาคาร ______________
2.KM-2550 หลักเกณฑ์และรูปแบบการป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชน
-- คู่มือแนะนำการทำคันป้องกันน้ำท่วมชุมชน ______________
KM-2549 เขื่อนป้องกันตลิ่ง
e-Learning งานเขื่อน______________
กรมโยธาธิการและผังเมือง
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
Statistics
ผู้เยี่ยมชม: 2333518
ใหม่ล่าสุด
ยอดนิยม
ประชาสัมพันธ์
คนสำคัญในการจัดการความรู้ :

คุณเอื้อ  หรือ  Chief Knowledge Officer ( CKO )
มีหน้าที่ส่งเสริม เอื้ออำนาจ ให้ทรัพยากร  อาวุธ  ทักษะในการทำงานให้แก่  คุณอำนวย ... ???
เศรษฐกิจเพียงพอ "หนทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน" พิมพ์ ส่งเมล์
ระดับผู้ใช้: / 383
แย่จังดีมาก 
เขียนโดย คุณสบพันธ์ ชิตานนท์ (นักพัฒนาทรัพยากรบุคคล 8ว)   
วันพุธที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2549
                  “โลกาวิวัฒน์”  สร้างระบบทุนนิยมโดยใช้กลไกลตลาด     เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน  โดยเน้นเศรษฐกิจเป็นตัววัดปัจจัยของการเจริญเติบโต   และการแสดงว่าประเทศพัฒนาจะใช้รายได้ประชาชาติต่อหัวเป็นตัวตัดสิน  ดังนั้นจึงเกิดสิ่งที่เรียกว่าการแข่งขัน  การชิงไหวชิงพริบ   การแกร่งแย่ง    เพื่อให้นำมาซึ่งความร่ำรวยของประเทศตน  สิ่งที่เป็นผลพวงตามมาก็คือ  ทรัพยากรของโลกถูกทำลายโดยน้ำมือมนุษย์ เพื่อที่ จะสนองความต้องการ ความยิ่งใหญ่  จนเกิดภาวะเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมและสภาพจิตใจ และเกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย  โดยเฉพาะปัญหาสภาพแวดล้อม เช่น  การเกิดมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม   การเกิดภัยธรรมชาติ  เนื่องจากมนุษย์บุกรุกทำลายป่า  ปัญหาสังคม  ยาเสพติด  อาชญากรรม  และตามมาด้วยโรคภัยไข้เจ็บอีกมากมาย     แม้แต่ประเทศไทยเอง ก็ได้รับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาใช้ในการดำรงชีวิตไม่ว่าจะเป็นการบริโภค  การแต่งกาย   ความเป็นอยู่ บนพื้นฐานของความฟุ่มเฟือยหรูหรา นิยมวัตถุจนเกิดเป็นวัฒนธรรมบริโภคนิยม วัตถุนิยมส่งผลให้เกิดความเสื่อมโทรมทางศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรม จนสภาพสังคมไทยตกอยู่ในสภาพเลวร้าย  วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม  ประเพณีอันดีงามที่บรรพบุรุษสั่งสมไว้แทบจะไม่หลงเหลือให้ชื่นชม  คนไทยเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว สังคมที่มีมิตรไมตรีความเอื้ออาทรต่อกันเหลือน้อยเต็มทน  เพราะต้องแข่งขัน แกร่งแย่งเพื่อความอยู่รอด รัฐบาลเองก็บริหารประเทศโดยใช้ระบบทุนนิยม มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนจากต่างประเทศใช้เงินมากมายในการที่จะต้องซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เป็นการก่อหนี้จำนวนมหาศาล ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย เพราะต้องนำไปในการพัฒนาประเทศให้เป็นประเทศอุตสาหกรรม รัฐบาลให้ความสำคัญกับภาคเกษตรที่ถือเป็นหัวใจและสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตของคนไทยมาตั้งแต่บรรพกาลน้อยมาก  ประเทศจึงมีสภาพเศรษฐกิจที่คลอนแคลนไม่มั่นคง      ไม่สามารถยืนบนขาตัวเองได้  เพราะต้องพึ่งพาต่างประเทศ  ถ้าคนไทยยังคงอยู่ในสภาพนี้ต่อไปก็คงจะถึงเวลาที่ประเทศจะต้องประสบภัยความ   “ล่มสลาย”

                  ดังนั้น  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้เล็งเห็นถึงสิ่งเหล่านี้  จึงได้สร้างทฤษฎีใหม่ขึ้นมา  คือ  “เศรษฐกิจพอเพียง”  โดยทรงเน้นย้ำแนวทางแก้ไขเพื่อให้ประเทศรอดพ้นและยื่นหยัดภายใต้กระแสโลกาวิวัฒน์  และการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ  ได้อย่างมั่นคง เพื่อเป็นหนทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

เศรษฐกิจพอเพียง

                  เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงชี้ถึงแนวทางการดำเนินชีวิตของประชาชนในทุกระดับ ไม่ว่าจะในระดับครอบครัว  ชุมชน  หรือ  รัฐ  ในการปฏิบัติงานหรือบริหารพัฒนาประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง  มีความพอประมาณ  ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไม่ประมาท  มีเหตุผล  และสร้างระบบภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบต่าง ๆ        อันอาจจะเกิดขึ้นจากภายนอกและภายในอย่างรอบคอบ   ในขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนให้มีความสำนึกในคุณธรรม   ความซื่อสัตย์   และความรอบรู้ที่เหมาะสม การดำเนินชีวิตควรใช้ความอดทน  ความเพียร  มีสติปัญญา  พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงจากสภาพแวดล้อม  และวัฒนธรรมโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี       การดำรงชีวิตและปฏิบัติตนมุ่งเน้นการอยู่รอดปลอดภัย   และวิกฤต  สร้างความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา

                  ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย  3  คุณลักษณะ  ดังนี้

                  -   ความพอประมาณ   หมายถึง   ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป     โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น  เช่น  การผลิตและการบริโภคอยู่ในระดับพอประมาณ
                  -   ความมีเหตุผล   หมายถึง   การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น  จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผลโดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ
                  -   การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว   หมายถึง   การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ  และการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล
                การดำเนินกิจการต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น  ต้องมีความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ

                  -  ความรู้  ประกอบด้วย  ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน  ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน  เพื่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ
                  -  คุณธรรม  ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียง ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต

                  จึงกล่าวได้ว่าการนำปรัชญาของเศรษฐกิจเพียงพอมาปฏิบัติ คือ  การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน  พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน  ทั้งเศรษฐกิจ สังคม  สภาพแวดล้อม  ความรู้  และเทคโนโลยี  เป็นแนวทางในการพัฒนาให้สามารถพึ่งตนเองในระดับต่าง ๆ อย่างเป็นขั้นตอน  ลดความเสี่ยงเกี่ยวกับธรรมชาติ   หรือการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยต่างๆ โดยอาศัยความพอประมาณและสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี มีความรู้  ความเพียร และความอดทน สติ และปัญญา การช่วยเหลือเกื้อกูล และความสามัคคี  โดยภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมผสานกับหลักวิชาการ ใช้การพิจารณาวางแผนและขั้นตอนการปฏิบัติอย่างรอบคอบ  โดยตระหนักในคุณธรรม  ความซื่อสัตย์  สุจริต  ใช้สติปัญญาและความเพียรในการดำเนินชีวิต

                ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงจึงไม่ใช่เป็นเรื่องเฉพาะของเกษตรกรในชนบทเท่านั้น  แต่หมายรวมไปถึงทุกคน ทุกอาชีพ รวมทั้งรัฐบาล  สามารถนำเอาแนวพระราชดำรัสไปยุกต์ใช้ได้ทั้งสิ้น

                หลักสำคัญของความพอดีมี  5  ประการ   คือ
                                ความพอดีด้านจิตใจ   :   ต้องเข้มแข็ง สามารถพึ่งตนเองได้ มีจิตสำนึกที่ดี เอื้ออาทร  ประณีประนอม  นึกถึงผลประโยชน์ส่วนรวม
                                ความพอดีด้านสังคม   :   ต้องมีความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  สร้างความเข็มแข็งให้แก่ชุมชน รู้จักผนึกกำลัง และที่สำคัญมีกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดจากฐานรากที่มั่นคง และแข็งแรง
                                ความพอดีด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม   :   รู้จักใช้และจัดการอย่างฉลาดและรอบคอบ  เพื่อให้เกิดความยั่งยืนสูงสุด  และที่สำคัญใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศ  เพื่อพัฒนาประเทศให้มั่นคงอยู่เป็นขั้นเป็นตอนไป
                                ความพอดีด้านเทคโนโลยี   :   รู้จักใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมให้สอดคล้องกับความต้องการ และควรพัฒนาเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาชาวบ้านของเราเองและสอดคล้องเป็นประโยชน์ต่อสภาพแวดล้อมของเราเอง
                                ความพอดีด้านเศรษฐกิจ   :    เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ดำรงชีวิตอย่างพอควร พออยู่ พอกิน สมควรตามอัตตภาพ และฐานะของตน


กรอบแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง


                พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง  มาตั้งแต่เริ่มงานพัฒนาเมื่อ  50  ปี  ที่แล้ว  และทรงยึดมั่นหลักการนี้มาโดยตลอด  แต่นโยบายเกี่ยวกับเกษตรที่ผ่านมาของรัฐบาลเน้นการ ผลิตสินค้า  เพื่อส่งออกเป็นเชิงพาณิชย์  คือ  เมื่อปลูกข้าวก็นำไปขาย  และก็นำเงินไปซื้อข้าว  เมื่อเงินหมดก็จะไปกู้ เป็นอย่างนี้มาโดยตลอดจนกระทั่ง ชาวนาไทยตกอยู่ในภาวะหนี้สิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงปัญหาด้านนี้  จึงได้พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งธนาคารข้าว ธนาคาร  โค – กระบือขึ้น  เพื่อช่วยเหลือราษฎร  นับเป็นจุดเริ่มต้นแห่งที่มาของ “เศรษฐกิจ-พอเพียง”  นับตั้งแต่อดีตกาล แม้กระทั่งโครงการแรก ๆ  แถวจังหวัดเพชรบุรี  ก็ทรงกำชับหน่วยราชการมิให้นำเครื่องกลหนักเข้าไปทำงาน รับสั่งว่าหากนำเข้าไปเร็วนัก ชาวบ้านจะละทิ้งจอบ เสียม และในอนาคตจะช่วยตัวเองไม่ได้  ซึ่งก็เป็นจริงในปัจจุบัน

                จากนั้นได้ทรงคิดค้นวิธีการที่จะช่วยเหลือ ราษฎรด้านการเกษตร  จึงได้ทรงคิด “ทฤษฎีใหม่”  ขึ้น เมื่อปี 2535  ณ  โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณวัดมงคลชัยพัฒนาอัน เนื่องมาจากพระราชดำริจังหวัดสระบุรี  เพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับการทำการเกษตรให้แก่ราษฎร  ในการจัดการด้านที่ดินและแหล่งน้ำในลักษณะ 30 : 30 : 30 : 10   คือ ขุดสระและเลี้ยงปลา 30  ปลูกข้าว  30  ปลูกพืชไร่พืชสวน  30  และสำหรับเป็นที่อยู่อาศัย ปลูกพืชส่วนและเลี้ยงสัตว์ใน  10  สุดท้าย

                ต่อมาได้พระราชทานพระราชดำริเพิ่มเติมมา  โดยตลอดเพื่อให้เกษตรกร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมีความแข็งแรงพอ ก่อนที่จะไปผลิตเพื่อการค้าหรือเชิงพาณิชย์  โดยยึดหลักการ  “ทฤษฎีใหม่”  3  ขั้น  คือ
                                ขั้นที่ 1   มีความพอเพียง เลี้ยงตัวเองได้บนพื้นฐานของความประหยัดและขจัดการใช้จ่าย
                                ขั้นที่ 2   รวมพลังกันในรูปกลุ่ม   เพื่อการผลิต การตลาด  การจัดการ รวมทั้งด้านสวัสดิการ  การศึกษา  การพัฒนาสังคม
                                ขั้นที่ 3   สร้างเครือข่าย   กลุ่มอาชีพและขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย   โดยประสานความร่วมมือกับภาคธุรกิจภาคองค์การ  พัฒนาเอกชน และภาคราชการในด้านเงินทุนกาลตลาด  การผลิต  การจัดการและข่าวสารข้อมูล


                สำหรับในภาคอุตสาหกรรม ก็สามารถนำ “เศรษฐกิจพอเพียง” มาประยุกต์ใช้ได้ คือ เน้นการผลิตด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง และไม่ควรทำอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เกินไป  เพราะหากทำอุตสาหกรรมขนาดใหญ่   ก็จะต้องพึ่งพิงสินค้าวัตถุดิบและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ  เพื่อนำมาผลิตสินค้า เราต้องคำนึงถึงสิ่งที่มีอยู่ในประเทศก่อน  จึงจะทำให้ประเทศไม่ต้องพึ่งพิงต่างชาติอย่าง เช่น ปัจจุบัน ดังนั้น เราจะต้องช่วยเหลือประเทศให้มี  ความเข้มแข็ง  ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เป็นผู้จุดประกายระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง  ซึ่งจะเป็นการช่วยลดปัญหาการนำเข้าวัตถุดิบ และชิ้นส่วนที่เรานำมาใช้ในการผลิตให้เป็นลักษณะพึ่งพา  ซึ่งมีมาแล้วเกือบ  20  ปี  แต่ทุกคนมองข้ามประเด็นนี้ไป  ตลอดจนได้รับผลจากภายนอกประเทศทำให้ประชาชนหลงลืม  และมึนเมาอยู่กับการเป็นนักบริโภคนิยม  รับเอาของต่างชาติเข้ามาอย่างไม่รู้ตัว  และรวดเร็วจนทำให้เศรษฐกิจของไทยตกต่ำ

การปฏิบัติตนตามแนวทางพอเพียง
 

                1.  ยึดความประหยัด  ตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้าน  ลดละความฟุ่มเฟือยในการดำรงชีพอย่างจริงจัง
                2.  ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้อง สุจริต  แม้จะตกอยู่ในภาวะขาดแคลนในการดำรงชีพก็ตาม  
                3.  ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันกันในทางการค้าขายประกอบอาชีพแบบต่อสู้กันอย่างรุนแรงดังอดีต
                4.  ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางในชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยากครั้งนี้  โดยต้อง ขวนขวายใฝ่หาความรู้ให้เกิดมีรายได้เพิ่มพูนขึ้นจนถึงขั้นพอเพียงเป็นเป้าหมายสำคัญ
                5.  ปฏิบัติตนในแนวทางที่ดีลดละสิ่งยั่วกิเลสให้หมดสิ้นไป  ทั้งนี้ด้วยสังคมไทยที่ล่มสลายลงในครั้งนี้  เพราะยังมีบุคคลจำนวนมิใช่น้อยที่ดำเนินการ โดยปราศจากละอายต่อแผ่นดิน


หนทางไปสู่เศรษฐกิจพอเพียง  โดยใช้หลักพุทธธรรม


                การที่  “คน”  จะดำเนินชีวิตไปสู่เศรษฐกิจพอเพียงได้นั้น  สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ  คนจะต้องพัฒนาจิตใจให้ละเลิกลดจากกิเลสตัณหา โดยใช้หลักพุทธธรรม  ซึ่งมุ่งเน้นให้เข้าใจธรรมชาติของโลก และชีวิตให้สามารถดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องเหมาะสม  เพื่อให้สังคมนำสู่ความสุข  โดยนำหลักพุทธธรรม  3  ประการ คือไตรสิกขา  ได้แก่  ศีล  สมาธิ  ปัญญา   เป็นองค์ความรู้ที่ครอบคลุมการดำรงชีวิตทุกด้าน  เพื่อฝึกฝนและปัญญาให้คนเป็นคนโดยสมบูรณ์ทั้งด้านพฤติกรรม จิตใจ  และสติปัญญา
                                ด้านพฤติกรรมและวิธีใช้ชีวิต  ได้แก่  วินัย  ตลอดจนการทำมาหากินเลี้ยงชีพเป็นระดับที่ปรากฏของการแก้ปัญหา  และวิธีปฏิบัติในการผลิตและบริโภคแข่งขันและอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อม
                                ด้านจิตใจ   เช่น  พัฒนาคุณธรรม  ความเข้มแข็ง มั่นคงของจิตใจ  และสภาพจิตใจที่ดีงาม  รวมทั้งความสุข
                                ด้านปัญญาหรือปรีชาญาณ   คือ   ความรู้  ความเข้าใจต่างๆ ร่วมทั้งแนวคิด ทัศนคติ  และค่านิยม
                                หลักไตรสิกขา  คือ  ศีล  สมาธิ  ปัญญา   ถือ  เป็นระบบการศึกษาที่ทำให้บุคคลพัฒนาอย่างมีบูรณาการ  และให้มนุษย์เป็นองค์รวมที่พัฒนาอย่างมีคุณภาพ

 การพัฒนาศีลสิกขา   เป็นการฝึกฝนในด้านพฤติกรรม  โดยเฉพาะพฤติกรรมเคยชิน  เครื่องมือในการฝึกศีล คือ  วินัย  วินัยเป็นจุดเริ่มต้นในกระบวนการศึกษาและพัฒนามนุษย์ ให้มีความประพฤติดีทั้งกายและวาจา  เป็นข้อปฏิบัติสำหรับควบคุมกายและวาจาให้ตั้งอยู่ในความดีงาม  เว้นจากความชั่ว  และพัฒนามนุษย์ให้เป็นผู้ที่มีวาจาชอบ  คือ มีสัมมาวาจา  พูดจารู้จักกาลเทศะ  สามารถใช้วิถีชีวิตที่ถูกต้องดีงาม  มีการงานชอบ  คือ  มีสัมมากัมมันตะ  และมีอาชีพชอบ  คือ  สัมมาอาชีวะ  สามารถทำมาหาเลี้ยงชีพได้อย่างดีมีสุข

การพัฒนาจิตสิกขา   เป็นการฝึกฝนในด้านจิต  หรือระดับจิตใจให้มีความตั้งมั่นแห่งจิต     เพื่อทำให้ใจสงบแน่วแน่  ไม่ฟุ้งซ่าน  จิตต้องกำหนดแน่วแน่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  โดยเฉพาะเป็นการพัฒนาคุณสมบัติต่าง ๆ ของจิตทั้งในด้านคุณธรรม เช่น ความมีเมตตากรุณาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  ในด้านความสามารถของจิต เพิ่มพูนความสามารถทางจิต  มีความเพียรพยายามชอบ  คือ มีสัมมาจายามะ  ฝึกฝนตนเองให้มีสติระลึกชอบ  หมายถึง  สัมมาสติ รู้ตนเองตลอดเวลา  และมีความตั้งใจชอบ  คือ  มีสัมมาสมาธิ  มีจิตใจมั่นคง  ตั้งใจ  และมุ่งมั่นทำสิ่งใดให้สำเร็จได้


การพัฒนาปัญญาสิกขา   เป็นการฝึกหรือพัฒนาในด้านความรู้  ความจริง  เริ่มตั้งแต่ความเชื่อ  ความเห็น  ความรู้  ความเข้าใจ  ความหยั่งรู้เหตุผล  การรู้จักวินิจฉัย  ไตร่ตรอง ตรวจสอบ คิดการต่างๆ อย่างสร้างสรรค์  มีความเห็นชอบ คือ มีสัมมาทิฎฐิ  บุคคลที่มีสัมมาทิฏฐิจะเป็นผู้ที่คิดถูก ทำถูก พูดถูก  การเป็นบุคคลที่มีความดำริชอบ คือ สัมมาสังกัปปะ

                เมื่อพัฒนาให้มนุษย์เป็นคนดีได้แล้ว  เขาจะมีความประพฤติดีทั้งกายและวาจา      มีวินัยต่อตัวเอง  รู้จักกาลเทศะ ประกอบอาชีพอย่างสุจริต  มีความเมตตากรุณาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  มีสติรู้ตนตลอดเวลา  มีจิตใจมั่นคงและมุ่งมั่น  มีความรู้เข้าใจ มีวิจารณญาณ  สามารถแยกแยะสิ่งดีชั่ว สิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำ  ตั้งอยู่ในเหตุและผล รู้จักวินิจฉัยไตร่ตรอง สามารถที่จะดำรงชีวิตให้อยู่อย่างถูกต้องและดีงาม  ซึ่งถือว่าเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์    เมื่อมนุษย์ได้รับการพัฒนาในขั้นนี้  มนุษย์ก็จะลดละจากกิเลส ตัณหา ลดความอยาก  มนุษย์ก็จะรู้จักคำว่าเพียงพอ พอประมาณ การดำรงชีวิตของมนุษย์ก็จะในความพอเพียง  ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น  ตั้งอยู่ในความมีเหตุผล   คำนึงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจากการกระทำอย่างรอบคอบ  เตรียมพร้อมที่จะรับสภาพสถานการณ์  การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่จะเกิดขั้นตลอดเวลา  ซึ่งเป็นการสร้าง    ความมั่นคงในการดำรงชีวิต เนื่องจากสามารถพึ่งพาตัวเองได้ อยู่บนขาของตนเองได้ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น  มนุษย์ก็จะอยู่กับสรรพสิ่งในโลกด้วยความเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ไม่เบียดเบียนทำลายล้าง  ทุกสิ่งในโลกก็จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ส่งผลให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน

                เมื่อกล่าวถึงคำว่า  ”การพัฒนาที่ยั่งยืน”  หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจอย่างชัดเจนในที่นี้จะขออธิบายความหมาย กรอบแนวทางการพัฒนา เป้าหมายของการพัฒนา  และหนทางนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนบนพื้นฐานเศรษฐกิจพอเพียง โดยมี  “คน”  เป็นศูนย์กลางการพัฒนา  ดังนี้


การพัฒนาที่ยั่งยืน


                เป็นการพัฒนาที่บูรณาให้เกิดองค์รวม            คือ องค์ประกอบทั้งหลายที่เกี่ยวข้องจะมาประสานกันครบองค์  และมีลักษณะอีกย่างหนึ่งคือ มีดุลยภาพ  กล่าวคือธรรมชาติแวดล้อมกับเศรษฐกิจจะต้องบูรณาการเข้าด้วยกัน  จะทำให้เกิดสภาพที่เรียกว่าเป็นภาวะยั่งยืนทั้งในทางเศรษฐกิจและในทางสภาพแวดล้อม การคุ้มครองสภาพแวดล้อมควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ  โดยใช้มนุษย์เป็นแกนกลางการพัฒนาเพื่อสร้างให้เกิดความสมดุล  ระหว่างคนธรรมชาติ และสรรพสิ่ง  เพื่อให้อยู่ร่วมกันด้วยความเกื้อกูลกัน ไม่ทำลายล้างกันทุกสิ่งในโลกก็จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ส่งผลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

                การพัฒนาที่ผ่านมา เป็นการพัฒนาในด้านความเจริญเติบโตขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ  และปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต มองกันที่อุตสาหกรรม เน้นความเจริญทางวัตถุ  จนเกิดผลร้ายต่อธรรมชาติแวดล้อม เป็นการพัฒนาที่ไม่สมดุล  ทำให้ธรรมชาติร่อยหรอ  และเกิดปัญหามากมายไม่ว่าจะเป็น ปัญหาสภาพแวดล้อม  ปัญหาสังคมและปัญหาสภาพจิตใจ  จึงเป็นการพัฒนาที่ผิดพลาด  กำลังจะทำให้โลกสู่หายนะ และความพินาศ  เพราะเป็นการพัฒนาที่เสียสมดุล  ทำให้โลกไม่เหมาะสมแก่การอยู่อาศัย และอาจจะอยู่อาศัยไม่ได้  ส่งผลให้เกิดการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน  จึงเกิดแนวคิดที่จะเปลี่ยนแปลงกระบวนการพัฒนาใหม่  โดยเปลี่ยนวิธีการพัฒนาโดยใช้ “คน”  เป็นศูนย์กลางของการพัฒนา ในที่นี้จะขอกล่าวถึงการพัฒนาของประเทศไทย    ประเทศไทยเองก็ได้ดำเนินการที่จะทำให้เกิดการพัฒนายั่งยืนโดยใช้ “คน”  เป็นศูนย์กลาง  จะเห็นได้จากแผนการพัฒนาฉบับที่ 8,   และ 9  ที่ให้สำคัญต่อการพัฒนาคนและกระบวนการ พัฒนาที่บูรณาการการเชื่อมโยงกันทุกด้านโดยมีเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน  และสิ่งแวดล้อมเพื่อความอยู่ดีมีสุขของคนไทยอย่างยั่งยืนตลอดไป

                เราคงต้องกลับมามองตัวสาเหตุของปัญหาที่ทำให้ประเทศชาติของเราไม่สามารถที่จะไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้  ดังนี้

                -   ความต้องการการบริโภคสินค้า และบริการที่ไม่สมเหตุสมผล ฟุ่มเฟือยเป็นเหตุให้เกิดการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ในการผลิตและบริการที่เกินพอดี  เกินความต้องการของการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง  มีของเหลือทั้งเป็นมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมมาก  และทำให้คุณภาพทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทร ขาดสมดุล แม้จะส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ตาม
                -   การที่ชุมชนไม่เข้มแข็ง รับวัฒนธรรมและแนวความคิดผิด ๆ มาจากต่างประเทศ เกี่ยวกับความฟุ่มเฟือย  วัตถุนิยม  และบริโภคนิยม  ทั้งยังขาดการอบรม     ละทิ้งขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิม  ทำให้สังคมเปลี่ยนเป็นสังคมบริโภค  กอบโกย  สะสม  เกิดการลงทุนทางธุรกิจที่สูญเปล่า ทำให้เกิดผลเสียทางเศรษฐกิจเกิดความขัดแย้งทางสังคม และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมถูกทำลายอย่างรุ่นแรง
                -   การเคลื่อนย้ายทุนจากต่างประเทศ  ส่งผลทั้งทางบวกและทางลบต่อระบบเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม  ขึ้นอยู่กับความสามารถในการแข่งขันและเครือข่ายทางธุรกิจของประเทศ  วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจปลายปี 2540  เป็นบทเรียนที่ชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาเศรษฐกิจที่พึ่งพิงอยู่กับทุนต่างประเทศโดยขาดรากฐานที่มั่นคงภายใน  ทำให้เกิดการล่มสลายของระบบอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  นอกจากนั้นการเปิดรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเคมี และอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานมาก เช่น อุตสาหกรรมเหล็กและกระดาษ  โดยไม่มีกลไกหรือมาตรการที่เข้มแข็งในการตรวจสอบผลกระทบของอุตสาหกรรมเหล่านี้  ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมาอย่างรวดเร็ว
                -   นโยบายการเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐในอดีต   ทำให้มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและโครงการขนาดใหญ่จำนวนมาก  โดยขาดการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม  มีการใช้ทรัพยากรเป็นฐานการผลิตอย่างฟุ่มเฟือย  เกินอัตราการฟื้นตัวของระบบธรรมชาติ  ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของระบบนิเวศ

                จะเห็นได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ส่งผลต่อการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นอย่างมาก  เพราะนำเอาวัฒนธรรมตะวันตก และระบบทุนนิยมเข้ามาบริหารประเทศ ทำให้เกิดสภาพที่เสื่อมโทรมแทบทุกด้านไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อม  คุณภาพชีวิต   ศีลธรรม  คุณธรรม  ถือเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง

                รัฐบาลจึงต้องตระหนักถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้น    และต้องมีการแก้ไขและปรับปรุงนโยบายของรัฐให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้ได้มาตรฐานสากล ก็จะนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งการลดมลพืชและของเสียที่เกิดจากภาคการผลิต อันจะทำให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกลับสู่สมดุลเดิม  ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของสังคมและเศรษฐกิจของประเทศระยะยาว  และรักษาต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไว้ได้อย่างยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป  รัฐบาลจะต้องใช้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ค่านิยม  และประเพณีอันดีงามของชุมชน และต้องรักษาระบบเศรษฐกิจ โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น  เพื่อสร้างความเข้มแข็งในระดับท้องถิ่น  ให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนโดยแท้จริง


จุดหมายปลายทางของการพัฒนาที่ยั่งยืน


                ดังนั้นรัฐบาลจึงได้กำหนดแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 และ 9  ที่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคนให้ “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา”และดุลยภาพเป็นเงื่อนไขของความยั่งยืน  ดังนั้น จุดหมายปลายทางของการพัฒนาที่ยั่งยืน  คือ
                การพัฒนาที่ทำให้เกิดดุลยภาพของ เศรษฐกิจ  สังคม  ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เพื่อการอยู่ดีมีสุขของประชาชนชนตลอดไป
                เศรษฐกิจ       ที่ทำให้เกิดดุลยภายของการพัฒนาคือ เศรษฐกิจที่มีรากฐานมั่นคง มีขีดความสามารถในการแข่งขันและสามารถพึ่งตนเองได้  โดยมีเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เป็นแนวคิดหลัก
                สังคม              ให้รวมหมายถึง  วัฒนธรรม  และภูมิปัญญาท้องถิ่น  ซึ่งเป็นระเบียบวิถีชีวิตของสังคม ที่ให้มนุษย์ปรับตัวและดำรงชีวิตอยู่กับสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่นได้โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และให้รวมถึงศาสนธรรม  ซึ่งเป็นระเบียบจิตใจของคนในสังคมที่ทำให้สังคมอยู่ได้โดยสงบสุข
                ทรัพยากรธรรมชาติ   หมายถึง  ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวมนุษย์ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต เกี่ยวโยงสัมพันธ์กันเป็นระบบนิเวศน์  ที่สามารถให้คุณและให้โทษต่อมนุษย์ได้ ขึ้นกับความสมดุล  หรือไม่สมดุลของระบบนิเวศ
                สิ่งแวดล้อม          หมายถึง  ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวมนุษย์ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตเกี่ยวโยงสัมพันธ์กันเป็นระบบนิเวศน์  ที่สามารถให้คุณและให้โทษต่อมนุษย์ได้  ขึ้นกับความสมดุลหรือไม่สมดุลของระบบนิเวศ

                ความสมดุลและเชื่อมโยงระหว่าง เศรษฐกิจ สังคม  ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับจุดหมายการพัฒนาที่ทำให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขตลอดไป

หนทางนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนบนพื้นฐานเศรษฐกิจพอเพียงโดยมีคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา

                ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คงจะมีความชัดเจนในภาพของปัจจัยทั้ง  3  ด้าน  คือ เศรษฐกิจพอเพียง  คนและการพัฒนาที่ยั่งยืน  ในที่นี้จะขอเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทั้ง  3  ปัจจัย  ให้เห็นว่ามีส่วนที่ส่งเสริมและเกื้อหนุนกันอย่างไร  ดังจะเห็นได้จากกรอบแนวคิดข้างล่างนี้

Image

                จากกรอบแนวคิดข้างต้นในที่นี้จะขอกล่าวถึง “คน” เป็นปัจจัยแรก เพราะ “คน” เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการที่จะทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน “คน” เป็นผู้สร้างปัญหาทั้งหลายทั้งปวงให้เกิดขึ้น  เพราะตัวกิเลส  ตัณหาที่มีอยู่ในตัวคน  จึงเป็นปัญหาอุปสรรค์ขีดขวาง ที่จะให้โลกไม่สามารถเดินไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้  กิเลส  3  ตัว  คือ  ตัณหา  มานะ  ทิฎฐิ  ดังที่พระธรรมปิฎก  (ป.อ ปยุตโต)  ได้อธิบายความไว้ดังนี้

                ตัณหา     คือ    ความอยากได้ อย่างบำรุงบำเรอตัวเอง ให้มีความสุขสะดวกสบาย        พรั่งพร้อมด้วยวัตถุที่มากมายสมบูรณ์  พูดง่าย ๆ ว่าความอยากได้  ผลประโยชน์
                มานะ       คือ     ความต้องการยิ่งใหญ่ อยากมีอำนาจครอบงำผู้อื่นตั้งแต่ระดับบุคคลถึงระดับสังคมประเทศชาติ พูดง่าย ๆ ว่าความไฝ่อำนาจ
                ทิฎฐิ       คือ      ความยึดมั่นตลอดจนคลั่งไคล้ในค่านิยม  แนวความคิดสิทธิ ศาสนา อุดมการณ์ต่าง ๆ  ข้อนี้เป็นผู้ร้ายที่สุดที่รองรับ สำทับปัญหาไว้ให้เหนียวแน่นยึดเยื้อ และแก้ไขยากเหมือนกับตัณหา และมานะที่นอนก้นแล้ว

                จะเห็นได้ว่าตัวกิเลสเป็นสิ่งที่ขัดขวางต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน  ถ้าไม่สามารถขจัด หรือลดละออกจากตัวมนุษย์ได้  เพราะตัวกิเลสตัณหานี้แหละเป็นตัวที่ทำลายทุกอย่าง   ในโลก เพื่อสนองความอยากได้ผลประโยชน์ ความอยากมีอำนาจความยิ่งใหญ่ หรือ ความยึดมั่นถือมั่นในค่านิยมอุดมการณ์ มนุษย์ทำร้ายสิ่งรอบตัวไม่ว่าจะเป็นทรัพยากร-ธรรมชาติ สัตว์ สรรพสิ่ง  หรือแม้แต่มนุษย์ด้วยกันเอง เพื่อสนองต่อกิเลส  จึงเป็นเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ท่านลองวาดภาพดูว่า    ถ้ามนุษย์ชาติทุกคนในโลกนี้มีกิเลสตัณหาครอบงำ อะไรจะเกิดขึ้น  โลกจะเป็นอย่างอย่างไร เพราะทรัพยากรธรรมชาติ สัตว์    สรรพสิ่ง  หรือ แม้แต่มนุษย์ด้วยกัน  จะไม่มีวันยอมให้ถูก   ทำร้ายแต่เพียงฝ่ายเดียว  จะต้องมีการตอบโต้  ดังจะเห็นได้จากการเกิดภัยธรรมชาติ น้ำท่วม  สึนามิ  ต้นเหตุเกิดจากมนุษย์ไปทำการตัดไม้ทำลายป่า และทำลายระบบนิเวศวิทยา ในโลกจึงเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ไม่สงบสุข เพราะทุกสิ่งในโลกอยู่อย่างทำลายล้างกัน  และผลสุดท้ายก็คือ มนุษย์นั่นเองที่จะประสบกับความพินาศล่มสลาย  ดังนั้นการที่จะทำให้มนุษย์ลดละจากกิเลสที่เป็นตัวปัญหาก็คือ การพัฒนา “ด้านจิตใจ”  ให้มนุษย์มีมโนสำนึกที่ดี มีความรักความโอบอ้อมอารี  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีเหตุผล สามารถแยกแยะสิ่งดีสิ่งชั่ว  รู้ว่าสิ่งไหนควรทำหรือไม่ควรทำ   ด้วยใช้หลักพุทธธรรมมาขัดเกลา และจรรโลงจิตใจ  ด้วยใช้หลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ  ปัญญา  เมื่อมนุษย์ได้รับการพัฒนาจิตใจให้ดีงามแล้ว มนุษย์ก็จะเกิดปัญญา “รู้แจ้งเห็นจริง” ลดละจากกิเลสตัณหาทั้งปวง ลดความอยากได้ใคร่มี  อยากมีอำนาจ อยากยิ่งใหญ่  ยึดมั่นถือมั่นในอุดมการณ์ มนุษย์ก็จะกลายเป็นผู้ให้ผู้เกื้อหนุน       ผู้จรรโลงโลก ให้เกิดความสงบสุข  โดยสร้างดุลภาพให้เกิดขึ้นระหว่าง มนุษย์ สิ่งแวดล้อม สังคม เทคโนโลยี  ทุกที่จะอยู่อย่างเกื้อกูลกันและกัน  มนุษย์จะรักษาและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ  สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติก็จะให้ประโยชน์ในการดำรงชีพของมนุษย์  มนุษย์ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยสร้างสรรค์ให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ดี  ในที่สุดสังคมก็จะเป็นสังคมแห่งความสงบสุข มีความเกื้อกูลต่อกัน  และการดำรงชีวิตของมนุษย์ที่มีแต่ความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม  ฟุ่มเฟือย นิยมวัตถุ  ก็จะกลับมาดำรงชีวิตแบบพอเพียง  โดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง  ซึ่งเป็นเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน   หมายความว่าอุ้มชูตัวเองได้ ให้มีความพอเพียงกับตัวเอง  อยู่ได้อย่างไม่ต้องเดือนร้อน สามารถยืนอยู่บนขาตัวเอง  โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น  นั่นคือฐานชีวิตที่มั่นคง  เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้หมายความว่า ไม่คบค้าสมาคมไม่ค้าขายกับผู้อื่น  เมื่อเรายืนด้วยตัวเองอย่างมั่นคง เราก็สามารถเอาสิ่งที่เราเหลือกินเหลือใช้ไปทำการค้ากับผู้อื่น  นำเงินเข้ามาเพื่อเป็นเงินออม หรือเงินที่จะลงทุนต่อไปในอนาคต  เปรียบเสมือนบ้านที่มีรากฐานที่แข็งแรง  เมื่อเกิดความแข็งแรงแม้ลมพายุที่พัดโหมกระหน่ำ ก็ไม่สามารถทำให้บ้านพังทลายได้  เปรียบเสมือนภูมิคุ้มกันภัยอย่างดี   ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้  ความรอบคอบ  และความระมัดระวังในการทำเอาวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผนใน      ทุกขั้นตอน  ขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจให้คนดำรงอยู่ด้วยคุณธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต  นั้นเป็นเครื่องแสดงอย่างชัดเจนแล้วว่า  เป็นหนทางที่จะนำสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

                นับเป็นความโชคดีอย่างไม่อาจจะเปรียบได้ของคนไทยที่เกิดมาใต้ร่มโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์  ที่ทรงพระนาม  “ภูมิพล”  ที่เปี่ยมล้นในด้วยพระปรีชาสามารถ และพระหฤทัยที่เปี่ยมล้นด้วยเพราะเมตตาต่อพสนิกรของพระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย เสด็จในทุกหนระแหงของประเทศ  เพื่อทรงทราบถึงความเป็นอยู่ของพสนิกรของพระองค์อย่างแท้จริง  ทรงทุ่มเทพระสติปัญญา   ค้นคิดแนวทางการพัฒนาประเทศ  และความอยู่ดีกินดีของพสนิกร ด้วยพระราชกรณียกิจมากมาย  ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล ทำให้พระองค์ทรงเล็งเห็นแล้วว่า  ถ้าประเทศไทยยังอยู่ในสภาวะที่เต็มไปด้วยความนิยมทางวัตถุ ประชากรดำรงชีวิตภายใต้ระบบทุนนิยม ประเทศจะไม่สามารถอยู่รอดได้  จึงทรงคิดค้นทฤษฏีใหม่  คือ  ทฤษฎี “เศรษฐกิจพอเพียง”  เพื่อให้การดำรงชีวิตของคนไทยทุกระดับมีความมั่นคง ยืนอยู่บนขาตัวเอง    บนพื้นฐานความพอประมาณ ความมีเหตุผล เป็นการสร้างระบบภูมิคุ้มกัน  เมื่อมีสิ่งเข้ามากระทบ  ทั้งภายในและภายนอก  โดยอาศัยความรอบรู้ รอบครอบและระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่าง ๆ     มาใช้ในการวางแผน ในการดำเนินงานทุกขั้นตอน  และจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานของจิตใจให้ทุกคนมีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์ สุจริต    ซึ่งที่เป็นหนทางที่จะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน   ความสำเร็จจะขึ้นได้  เมื่อคนในชาติมีมโนสำนึกอยู่ในศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรมที่ดีงาม  คนจะต้องลดเลิกละจากกิเลสตัณหา มีสติปัญญาที่คิดเห็นไตร่ตรองเหตุผลแยกแยะชั่วดี  มนุษย์ก็จะอยู่อย่างไม่เบียดเบียน ธรรมชาติ  สรรพสิ่งในโลก  และมนุษย์ด้วยกัน  ทุกสิ่งก็จะอยู่กันอย่างเกื้อกูล สังคมก็จะสงบสุข

                อย่างไรก็ตามรัฐบาลจะต้องตระหนักและให้ความสำคัญอย่างจริงจัง มิใช่มีนโยบายที่สวยหรูบนแผ่นกระดาษ เพราะเท่าที่ผ่านมาถึงแม้จะมีแผนพัฒนาฉบับที่ 8 , 9  ที่เน้นให้คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา  แต่รัฐบาลก็ไม่ได้นำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง รัฐบาลยังใช้การบริหารประเทศในระบบทุนนิยม ที่มุ่งเน้นการพัฒนาและสร้างคน “เก่ง”  ให้มีศักยภาพในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ  เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน  มิได้มุ่งเน้นสร้าง “คนดี”  จึงทำให้เกิดปัญหาความเสื่อมโทรมทางจิตใจอย่างที่เห็นใน   ทุกวันนี้ รัฐบาลจะต้องนำทฤษฎี “เศรษฐกิจพอเพียง”  มาใช้อย่างจริงจัง มิใช่เป็นเพียงลมปาก รัฐบาลจะต้องสร้างรากฐานของชุมชนทุกชุมชนในประเทศให้เกิดความเข้มแข็ง  โดยหันมาให้ความสำคัญกับภาคเกษตรที่ถือเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ  บริหารประเทศด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง  เมื่อทุกชุมชนเกิดความเข้มแข็ง  ประเทศชาติก็จะเกิดความมั่นคงยืนบนขาตัวเองได้โดยไม่ต้องพึงพาต่างชาติ  นั้นเหละถึงจะแสดงว่าประเทศชาติของเราจะมีหนทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยแท้จริง


-----------------------------------------------

บรรณานุกรม

โฆษิต อินทวงศ์. (2549). เอกสารประกอบการสอน กระบวนวิชา HU 801 พฤติกรรมมนุษย์ในองค์กร (Human Behaviors in Organization). กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยรามคำแหง, คณะศึกษาศาสตร์, ภาควิชาการศึกษาต่อเนื่อง.

ประเวศ วะสี. (2546). คมคิด เศรษฐกิจพอเพียง. ค้นเมื่อ 4 กรกฎาคม 2549, จาก http://www.lcc.ac.th/forum/board_posts.asp?FID=321

ประยุทธ์ ปยุตโต. (2546). การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development)(พิมพ์ครั้งที่ 9).กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง.

ม.ป.ช. (ม.ป.ป.). ศีล สมาธิ ปัญญา. ค้นเมื่อ 5 กรกฎาคม 2549, จาก http://www.geocities.com

ม.ป.ช. (ม.ป.ป.). เศรษฐกิจพอเพียง. ค้นเมื่อ 4 กรกฎาคม 2549, จาก http://www.doae.go.th/report/SE/html/01.htm

ม.ป.ช. (ม.ป.ป.). สมาธิคืออะไร?. ค้นเมื่อ 5 กรกฎาคม 2549, จาก http://www.dmc.tv/pages/meditation/meditation01.html

ม.ป.ช. (ม.ป.ป.). สูตร8-3-1 เส้นทางสร้างคนดี มีปัญญา ต้านยาเสพติด อยู่อย่างผู้รู้ ผู้ตื่น  ผู้เบิกบาน. ค้นเมื่อ 5 กรกฎาคม 2549, จาก http://www.tungsong.com/Read/     8-3-1/8-3-1.asp

ม.ป.ช. (ม.ป.ป.). หอพระไตร. ค้นเมื่อ 5 กรกฎาคม 2549, จาก http://www.baanjomyut.com/pratripidok/01.html

ม.ป.ช. (2548). พึ่งตนเอง. วารสารอันเนื่องมาจากพระราชดำริ, 3(4).

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (ม.ป.ป.). สมาธิ. ค้นเมื่อ 5 กรกฎาคม 2549, จาก http://th.wikipedia.org/wiki

วิวัฒน์ชัย อัตถาพร. (2546). การพัฒนาที่ยั่งยืน. ค้นเมื่อ 4 กรกฎาคม 2549, จาก http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2003q3/article2003july17p1.htm

สถาบันนวัตกรรมวชิรจันทร์ (ม.ป.ป.). Sustainable Development: การพัฒนาที่ยั่งยืน. ค้นเมื่อ 4 กรกฎาคม 2549, จาก http://www.tiger.co.th/sustainable.php

-----------------------------------------------

* เกี่ยวกับผู้เชียน

ชื่อ – สกุล:  นางสบพันธ์  ชิตานนท์               ชื่อเล่น: แม้ว
วัน/เดือน/ปีเกิด : 24  กุมภาพันธ์ 2503
ประวัติการศึกษา :  
                ปริญญาตรี  คณะศิลปะศาสตร์  สาขาศึกษาศาสตร์  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
                ปริญญาโท  คณะรัฐศาสตร์  สาขาการจัดการสำหรับนักบริหาร   สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
                ปัจจุบันกำลังศึกษาระดับปริญญาเอก  คณะศึกษาศาสตร์  สาขาวิชาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
               มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ตำแหน่งปัจจุบัน :
                นักพัฒนาทรัพยากรบุคคล 8ว  หัวหน้ากลุ่มงานฝึกอบรมด้านช่าง
                สถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการพัฒนาเมือง  กรมโยธาธิการและผังเมือง
ประวัติการเป็นวิทยากร :
                หลักสูตร “มนุษย์สัมพันธ์”
                หลักสูตร “การพัฒนาศักยภาพนักพัฒนาทรัพยากรมนษย์”
                หลักสูตร “การพัฒนาบุคลิกภาพ”
เกียรติประวัติ :   ได้รับการคัดเลือกเป็นข้าราชการดีเด่นของกรมโยธาธิการและผังเมือง ประจำปี  2546

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( วันพฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2549 )
< ก่อนหน้า

Copyright 2000 - 2005 Miro International Pty Ltd. All rights reserved.
Mambo is Free Software released under the GNU/GPL License.
เว็บนี้ขับเคลื่อนด้วย แมมโบ้ลายไทย